วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การขอคืนเงินภาษีรถคันแรก

หลังจากที่ลุ้น รอ จอง จนได้รถ และได้ป้ายทะเบียนรถมาเรียบร้อยแล้ว ที่นี้ก็มาถึงขั้นตอนของการขอคืนเงินภาษีกันซะที
เอกสารที่ต้องเตรียมในการขอภาษีรถคันแรก
1. แบบฟอร์มคำขอใช้สิทธิ์ โหลดได้จาก http://www.excise.go.th/fileadmin/STA/pdf_file/car/13022555_01.pdf

2. หนังสือยินยอมสละสิทธิ์การโอนรถยนต์ (กรณีเช่าชื่อ : ส่วนตัวทำ finance ของ ธนาคารเกียรตินาคิน สามารถขอได้จากสาขาใกล้บ้าน ซึ่งทาง ธ.จะเตรียมเอกสาร โดยมีใบเสร็จเงินดาว์นและหนังสือยินยอมสละสิทธิ์การโอนรถยนต์ ส่วนนี้ให้โดยผู้จัดการจะเป็นผู้เซนต์ให้)
หรือโหลดได้จาก
http://www.excise.go.th/fileadmin/STA/pdf_file/car/13022555_02.pdf

3. สำเนาหนังสือเช่าชื่อ (ถ่ายทุกหน้า โดยไม่ใช้ส่วนของผู้ค้ำประกัน)
4. สำเนาบัตรประชาชน
5. สำเนาทะเบียนบ้าน
6. สำเนาเล่มทะเบียน (หน้าแรกของเล่ม) ซึ่ง ณ วันที่เราได้ป้ายทะเบียนขาว ทางโชวรูมจะให้มาด้วยหรือทางไฟแนนซ์จะส่งไปรษณีย์มาให้หลังจากวันรับป้ายทะเบียนขาว ไม่เกิน 15 วัน
7. สำเนาใบรับมอบรถ
8. สำเนาหน้าแรกของสมุดธนาคาร

เมื่อเอกสารพร้อมแล้ว อย่าลืม สำเนาทุกหน้า ต้องเซนต์ รับรองสำเนาถูกต้อง ทุกหน้า

----> ยื่นเอกสารเรียบร้อยแล้วที่ สรรพสามิต ราชวัตร์ ไปช่วงเช้า คนไม่เยอะ (15 นาทีก็เรียบร้อยแหละ) เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสาร ครบถ้วนจะได้รับเอกสารตอบรับมา และจากนั้นก็รอ วันนี้ของปีหน้า (7/06/56 จะได้เงินคืนภาษีแล้วสินะ ^^ )

รายงานผล : เพิ่มเติม
วันที่ 9 เมษายน 56 มีข้อความส่งเข้ามือจาก ExciseDept : ท่านได้รับสิทธิฯ (นั้นเดี๋ยวนี้) เงินจะเข้าบัญชี XXXXXX (คือ บช ที่เราถ่ายสำเนาหน้าแรกให้กับกรมสรรพามิตร) เมื่อครอบครองรถครบ 1 ปี ในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป

และแล้ว --->
วันที่ 3 พฤษภาคม 56 มีข้อความส่งเข้ามือจาก 1551 : กรมบัญชีกลาง Transfer คืนเงินรถคันแรก XXXXXX Baht to bbl-xxxxxxxx (เลขที่ บช ของเรา)

ปล. ได้เงินครบทั้งหมด ไม่ได้แบ่งจ่ายนะจ๊ะ ^^




วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555

การสอบใบขับขี่แบบใหม่ปี 2555 (ท่าจอดเทียบฟุตบาท)

การสอบใบขับขี่แบบใหม่ปี 2555 (ท่าจอดเทียบฟุตบาท ห่าง 25 ซม. และกันชนหน้าต้องไม่เกินเส้นที่กำหนดไว้)


     ท่าจอดเทียบฟุตบาท ห่าง 25 ซม. และ กันชนหน้าตั้งไม่เกินเส้น (จะมีป้ายหยุดแสดงไว้) ท่านี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก (จากที่ไปสอบมาก็ตกท่านี้แหละ เพราะล้อรถด้านซ้ายต้องทับเส้นเหลือง และกันชนหน้าต้องไม่เกิน) เส้นที่กำหนดไว้ ดูเหมือนจะง่ายนะ แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด
     มีเทคนิคนิดๆ สำหรับมือใหม่ 
     1. ให้ทำสัญญลักษณ์นิดหน่อย โดยให้นำกระดาษไปทำเครื่องหมายที่กระจกรถ 
         ให้เล็งกระดาษให้ดี แต่ละคนจะมีจุดเทียบมองไม่เหมือนกัน ใ้ห้พับกระดาษ เป็นแท่งยาว แล้วเล็งจุดกะขอบถนน หรือฟุตบาท โดยให้ห่าง สัก 1 ฝ่ามือ เมื่อได้ระยะแล้วให้ทำเครื่องใหม่ไว้ ล้อจะทับกะเส้นเหลืองในการสอบพอดี
      2. จอดให้พอดี คือ ให้สังเกตุปลายที่ปัดน้ำฝน ให้ปลายตรงกะสัญญลักษณ์ ให้หยุด กันชนหน้าจะไม่เกินเส้นขาว และพอดีกะเส้นแดง

     รับรองผ่านแน่นอน ^^

....เพิ่มเติม หลังจากที่ไปสอบที่สวนผัก ท่านี้ ตอนที่จะจอดให้สังเกตป้อมกรรมการจะมีเหล็กดัดอยู่ ให้เราจอดให้ตัวเราตรงกะเหล็กดัด กันชนหน้าจะพอดีกะเลยเส้นแดงและไม่เกินเส้นขาว
.....ขอให้โชคดีและผ่านทุกท่าน......

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

สาระควรรู้เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ ด้วยการขับเกียร์ auto

การใช้เกียร์ออโตเมติค (มาทำความรู้จักกับเกียร์กัน)

ปัจจุบันรถยนต์เกียร์ออโตเมติคได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรติดขัด เนื่องจากขับขี่ได้ง่ายสะดวกสบายเพราะใช้เพียงคันเร่งและเบรกเท่านั้น คันเกียร์ของเกียร์ออโตเมติคจะมีตำแหน่งสำหรับใช้งานต่าง ๆ กันดังนี้ 

ตำแหน่ง P 
ใช้สำหรับจอดอยู่กับที่หรือบนพื้นที่ลาดเอียง โดยรถจะถูกล็อกให้หยุดอยู่กับที่ด้วยตัวล็อกภายในเกียร์ 

ตำแหน่ง R 
ใช้สำหรับการถอยหลัง 

ตำแหน่ง N 
ใช้สำหรับการหยุดรออยู่กับที่บนพื้นราบ ซึ่งในตำแหน่งนี้รถสามารถเข็นให้เคลื่อนที่ได้ 

ตำแหน่ง D 

ใช้สำหรับการขับขี่แบบอัตโนมัติโดยเกียร์จะเปลี่ยนไปเองโดยอัตโนมัติตามคันเร่งและความเร็วของรถ ใช้ขับขี่ได้ตั้งแต่การเริ่มออกตัวและเพิ่มความเร็วได้ไปเรื่อย ๆ จนถึงความเร็วสูงสุด การขับขี่โดยทั่วไปสามารถใช้เกียร์นี้เพียงเกียร์เดียวเท่านั้น


ตำแหน่ง L 
ใช้สำหรับการขับขี่ขึ้นทางลาดชันที่สูงมาก และต้องใช้ความเร็วต่ำ 

              หมายเหตุ การสตาร์ทเครื่องยนต์ถูกออกแบบให้สามารถกระทำได้เฉพาะ ตำแหน่ง P กับ N เท่านั้น เพื่อความปลอดภัย



ระยะความเร็วและระยะการเบรก
ที่ความเร็ว 20 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 7 เมตร 
ที่ความเร็ว 40 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 18 เมตร 
ที่ความเร็ว 60 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 34 เมตร 
ที่ความเร็ว 80 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 54 เมตร 
ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 80 เมตร

วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555

การสอบใบขับขี่แบบใหม่ปี 2555 (ท่าถอยเข้าซอง)


ตำแน่งของเสาที่สนามสอบ


3   2  1
4
5
6
7  8  9


ลองพิจารณารถตัวเองว่า ตัวรถเราให้ดู อยู่ประมาณตำแหน่งไหน แนวไหน  ส่วนใหญ่เมื่อมองออกมาจากในรถ จะอยู่ตรงมุมสามเหลี่ยม กระจกประตูหลัง


เล็งให้ดีนะเริ่มเข้าซองโดย
1. ขับรถผ่านเสา 9 ไปยัง เสา 1 โดยให้ เสาอยู่ชิดรถให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้  (อย่าให้ถึงกับกระจกเกี่ยวเสา ตกทันที)
    แล้วขับเลยไป มองไปทางซ้าย เล็งให้เสา 1 อยู่ตรงกับ มุมสามเหลี่ยมกระจกประตูหลัง  เล็งให้เสาโผล่ออกมาพอดีครับ
2. หักพวงมาลัยไปทางซ้ายยยย ให้สุด อย่าแรงเดียวพัง  เข้าเกียร์ถอยหลัง  ถอยไปเรื่อยๆ  มองไปทางขวามองกระจกขวา เล็งให้มุมท้ายรถ เ้ห็นเสาต้นที่ 8 ทั้งต้น แล้ว ถอยให้เลยไปอีก จนเกือบเห็นเสาต้นที่ 7 แล้วหยุด 
3. คืนล้อแนวตรง แล้วถอยไป จนล้อหลังขวา เหยียบเส้นจราจร แล้วหยุด
4.หักพวงมาลัยไปทางขวา  จนสุด แล้วค่อยๆถอย  แล้วดูตำแหน่งรถให้ตรง 
 เมื่อเห็นว่า ตรงแล้วก็คืนพวงมาลัยไปในแนวตรง (อย่าลืมยกมือบอกกรรมการ) 
5. ตั้งสติ หายใจลึกๆ แล้ว หมุนพวงมาลัย ขวาสุด เพื่อออกจากซอง เข้าเกียร์เดินหน้า แล้วค่อยๆคลานนนนน ออกจากซองอย่าเร็ว (เตรียมตัวเพื่อไปสอบท่า จอดเทียบฟุตบาทต่อไป)


ลองทำดู  สักหลายๆรอบจนคล่องไปเอง จะเข้าเกียร์ แค่ 2 ครั้งเท่านั้น ถอยเข้า กะเดินหน้าออก

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

อ่านสามก๊ก 3 จบ คบไม่ได้จริงเหรอ


สิ่งที่ได้จากการอ่านสามก๊ก..การดูคน

ตอนเป็นเด็กน้อย (อายุประมาณ 12 ปี) พ่อซื้อหนังสือเล่มแรกให้อ่าน...สามก๊ก  พ่อบอกว่าอ่านให้จบจะได้ดูคนเป็น เมื่อโตขึ้นจะได้ไม่โดนหลอก ตอนนั้นพ่อบอกแค่นั้น..
จากการที่อ่านสามก๊ก (มากกว่า 3 จบ เพราะอ่านครั้งแรก ยังงง ว่าอ่านเพื่ออะไรแล้วก็จำได้แค่เพียงชื่อ ของเล่าปี่ กับ กวนอู เท่านั้น...)
จนเมื่อโตขึ้นได้เรียนมากขึ้นก็กลับมาอ่านอีก มันกลายเป็นหนังสือ ที่เราคิดว่า อ่านกี่ครั้งก็ยังไม่เข้าใจ แต่อย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่า คุณภาพของคนมี 4 ประเภท ได้แก่ ฉลาด ขยัน โง่ และขี้เกียจ

ประเภทที่ 1 ฉลาดและขยัน  : ส่งเสริมให้ดีต่อไปภายหน้าจะได้เป็นเจ้าคนนายคน เป็นหัวหน้าที่มีประสิทธิภาพ (แม่ทัพ)

ประเภทที่ 2 ฉลาดแต่ขี้เกียจ : ส่งเสริมให้ทำงานในเรื่องที่เกียวกับหัวคิด หรือการวางแผน (เสนาธิการ กุนซือ)

ประเภทที่ 3 โง่และขี้เกียจ : เพียงค่อยจับตาหรือคอยแนะนำให้ทำตามเท่านั้น ปล่อยให้ทำเองไม่เป็น มีหน้าที่แค่ปฏิบัติตามคำสั่ง (พลทหาร)

ประเภทที่ 4 โง่แต่ขยัน : กลุ่มนี้ถือว่า อันตราย ควรกำจัดทิ้ง  เพราะจะก่อความวุ่นวายให้กับหน่วยงานและสังคม



วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

การสอบใบขับขี่แบบใหม่ปี 2555



ทุกวันนี้ต้องใช้เวลาสอบใบขับขี่ 2วัน คือ ปรับเป็นอบรม4ชั่วโมง เป็นนโยบายใหม่เหมือนกันทุกที่


-วันแรกยื่นเอกสาร 08.30น. อบรม2ชั่วโมง (เรื่องทั่วไป) 
1. ทดสอบสายตาโดยกรรมการจะกดปุ่มป้ายไฟจราจร(เหมือนป้ายจริงตามถนน) แล้วให้เราตอบสีหลอดไฟที่สว่างเสร็จ
2. ทดสอบสายตาวัดลานตา โดยกรรมการจะกดปุ้มแล้วจะมี สีแดง เหลือง เขียว ที่หางตา แต่ห้ามเลือบมอง โดยให้บอก สีไฟทั้งสองด้านของตา เช่น เหลือง-เหลือง, แดง-เหลือง
3. ทดสอบประสาทสัมผัสเท้า โดยการให้เหยียบคันเร่ง ตู้ทดสอบจะขึ้นไฟเขียว จากนั้นเมื่อเกิดไฟแดงก็ให้เหยียบเบรก
4. ทดสอบการคาดคะเน การกะของสายตา โดยจะปุ้มให้กด สีแดงเดินหน้า สีเขียวถอยหลัง ให้กะให้เท่ากับสัญลักษณ์ที่กรรมกรรมทำไว้ โดยห้ามห่างกว่า 1 นิ้ว
การทดสอบทั้งหมด ทำผ่าน 2 ใน 3 




-วันที่สอง 08.00น.อบรม2ชั่วโมง(แนวข้อสอบ) 10.00น.เข้าสอบข้อเขียนระบบ E-EXAM 30ข้อ ถ้าผ่านไปพักกินข้าวได้เลย 13.00น.ทดสอบท่าขับขี่ 3ท่า
1.เดินหน้าถอยแล้วหลังออกจากซองทางยาว
2.เดินหน้าเข้าจอดในซอง ล้อหลังต้องพอดีกับเส้นเหลืองด้านหน้าต้องไมชนสิ่งกีดขวาง จากนั้นถอยหลังออกมาตามปกติ  (ตกกันเยอะ จากที่ไปสังเกตการณ์ ถือว่าดับความมั่นใจไปได้เยอะเลย..T-T)
3.เดินหน้าเทียบฟุตบาทโดยล้อหน้าและหลังต้องเหยียบเส้นเหลือง(นิดเดียวก็ได้)และล้อหน้าต้องไม่เกินไม่ขาดจากเส้นระยะให้หยุด(ตกกันเยอะ)


ถ้าผ่าน 3ท่า เอาเอกสารไปยื่นถ่ายรูปบัตรสมาร์ทการ์ดจ่ายค่าธรรมเนียม 205บาท รับใบขับขี่กลับบ้านได้อย่างภาคภูมิใจ




อ้างอิง
http://www.dlt.go.th
http://www.dlt.go.th/th/attachments/plan48-51/2588_attachment.pdf





    แค่...ช่วงอารมณ์หนึ่ง

    เคยไหม?....รู้สึกเหนื่อยมั๊ย?....
         กับการที่จะต้องวิ่งตามใครซักคน ก็รู้นะว่ารักคือการให้โดยที่ไม่หวังอะไรตอบแทน 
    แต่บางทีมันก็ยาก...ที่จะไม่หวังอะไรเลย แต่มันก็อดท้อไม่ได้ แค่อยากได้ยินคำว่า "รัก" ให้มันพอมีกำลังใจบ้าง
       
         ก็รู้นะ ว่าสำหรับบางคนแล้ว การจะรักใครซักคนมันเป็นเรื่องยาก  แต่ว่าการที่เราบอกรักใคร แล้วคำตอบที่ได้มามันไม่ใช่  บางทีมันก็แอบท้อเหมือนกัน ความรู้สึกมันวนเวียนอยู่แต่กับความคิดที่ว่า "แล้วต้องทำยังไง" ...."ต้องทำดีเท่าไหร่ ถึงจะรักซักทีล่ะ"   เหมือนเราเป็นคนต้องวิ่งตามตลอด จนตัวเองหดลงเหลือเล็กนิดเดียว และอาจจะไม่มีความสำคัญในชีวิตเค้าซักนิด..
    อย่างน้อยถ้าเค้าพูดคำว่ารักออกมาไม่ได้ ก็อยากจะให้พูดว่า  เรามีความสำคัญกับชีวิตเค้าบ้าง...ก็ยังดี  เราอาจจะคาดหวังมากไป..... รึเปล่า   เราขอท้อบางได้ใช่ไหม ก็รู้...ว่าคนเรามีพื้นฐานความคิดต่างกัน แต่ละคนอาจจะแสดงอะไรๆออกมาไม่เหมือนกัน และถ้าเราไม่บอกความต้องการให้เค้ารู้ เค้าก็อาจจะไม่รู้อะไรเลย...
    ....แต่ว่า เรื่องแบบนี้มันบอกกันตรงๆได้ที่ไหนล่ะ

    ในบางครั้ง คำพูดก็ดีพอ ๆ กับการกระทำนะ โดยเฉพาะเวลาที่อยู่......ไกลกัน

          ไม่ใช่ไม่รักนะ แต่บางทีมันก็ท้อแท้ หรือเหนื่อย..ก็ไม่รู้ ที่จะต้องวิ่งตามใครซักคน
          อยากรู้ว่า ถ้าชั้นล้มลงแล้ว เธอจะดึงชั้นขึ้นมามั๊ย 
          ถ้าชั้นเลิกวิ่งตาม...เหน็ดเหนื่อย...ยืนอยู่กับที่...
          ...และเริ่มถอยหลังกลับ เธอจะวิ่งตามชั้นมาบ้างรึเปล่า
          
          บอกชั้นได้ไหม.....ว่าชั้นไม่ได้อยู่คนเดียว ไม่ได้ตัวหดลงเหลือเล็กนิดเดียวอย่างที่ชั้นคิดไว้

          บอกชั้นได้ไหม....ว่าชั้นมีค่าแค่ไหน สำหรับเธอ....